ดอยสุเทพเลือนหาย วิกฤตฝุ่นละอองเชียงใหม่ PM10 พุ่งทะลุ 122

หมอกควันหนาทึบบดบังดอยสุเทพจนหายไปจากตัวเมืองเชียงใหม่ดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ หลังพบว่าวันนี้ฝุ่นควันจากไฟป่า และการเผาสะสมหนาแน่นจนทำให้ค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานเป็นวันแรกในช่วงประกาศ 51 วันห้ามเผาทุกชนิด PM10 พุ่งทะลุ 122 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรแล้ว

หลังจากที่เริ่มประกาศและกำหนดช่วงเวลาห้ามเผาเด็ดขาดระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 20 เมษายน 2561 ภายใต้ชื่อ “51 วันไม่เผา เพื่อเชียงใหม่ไร้หมอกควัน” ก็พบว่าค่ามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีอนุภาคต่ำกว่า 10 ไมครอน หรือค่า PM10 นั้นจ่อทะลุมาตรฐานที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มาตั้งแต่วันแรก เนื่องจากพบว่าท้องฟ้าเหนือตัวเมืองเชียงใหม่และหลายพื้นที่ มีหมอกควันสะสมหนาแน่น

ทำให้บางช่วงของวันจากตัวเมืองเชียงใหม่จะเห็นดอยสุเทพที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองเพียงรางๆ เนื่องจากมีหมอกควันที่สะสมตัวจนทำให้ทัศนะวิสัยในการมองเห็นลดลง ซึ่งดอยสุเทพถือเป็นดัชนีวัดคุณภาพอากาศทางด้านภูมิศาสตร์ของชาวเชียงใหม่ หากช่วงไหนหมอกควันสะสมหนาแน่นก็จะไม่สามารถมองเป็นดอยสุเทพได้จากทุกทิศของตัวเมืองเชียงใหม่

และในวันนี้ (6 มี.ค.) ถือเป็นวันแรกที่ค่ามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กของเชียงใหม่เกินค่ามาตรฐานหลังจากที่เข้าสู่ช่วงประกาศ 51 วันไม่เผา เพื่อเชียงใหม่ไร้หมอกควัน เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ผ่านมาข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง วัดได้ 122 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนที่ตำบลศรีภูมิ อ.เมือง วัดได้ 92 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ต.สุเทพ วัดได้ 97 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม วัดได้ 85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ซึ่งจากค่าฝุ่นควันที่เพิ่มขึ้นเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มปัญหามลพิษจากหมอกควันไฟป่า และการเผา เริ่มส่งผลกระทบกับจังหวัดเชียงใหม่ และหลายพื้นที่ของภาคเหนือแล้ว นอกจากการเผาพื้นที่การเกษตร ไฟป่าแล้วจากสภาพอากาศที่ร้อนแล้งมากขึ้นในระยะนี้ก็ยิ่งทำให้ปัญหาหมอกควันเริ่มสะสมตัวมากขึ้นเนื่องจากไม่มีกระแสลมหรือฝนมาช่วงชะล้างหมอกควันให้ออกไปจากพื้นที่ได้ ประชาชนในพื้นที่จึงต้องเฝ้าระวัง และดูแลตัวเองในช่วงที่ปัญหาหมอกควันกลับมาอีกครั้งของรอบปี


Comments are closed.