หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ระวังแตกอันตรายถึงชีวิต!

สัปดาห์นี้ชวนดูแล “สุขภาพหัวใจ” ให้แข็งแรง โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงใหญ่ที่นำเลียงเลือดไปเลี้ยงหัวใจ หากโป่งพองแตก!! นั่นหมายถึงชีวิต แต่ถ้าตรวจคัดกรองสม่ำเสมอผ่าตัดรักษาได้

สวัสดี “วันวาเลนไทน์” ใครที่กำลังมีความรักคง “หัวใจ” เต้นแรงพอดู ฉะนั้น “สุขภาพหัวใจ” ต้องแข็งแรงพอสมควร เพราะไม่เช่นนั้นคงรองรับแรงสั่นสะเทือนไม่ไหว…นอกจากเรื่องความรักแล้ว “หัวใจ” เรายังเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด เพราะมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

แต่จากสถิติในสหรัฐอเมริกาทุกๆปี มีผู้เสียชีวิตจาก “โรคหัวใจ” นี้ประมาณ 15,000 คน และพบว่า 90-95% ของผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาลเนื่องจากเสียเลือดมาก ทำไมโรคหัวใจจึงกลายเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมากเป็นอันดับหนึ่งขนาดนี้?

นพ.อรรถภูมิ สู่ศุภอรรถ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพให้ความรู้ว่า ในร่างกายของเรานั้นมี “หลอดเลือดแดงใหญ่” ที่นำเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณใดมีการขยายตัวจน “โป่งพอง” จะทำให้เกิด “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง” หากแตกออกจะทำให้เสียชีวิตได้

“โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง” มีอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ในช่องท้อง และหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องอก ซึ่งทั้ง 2 ลักษณะเป็นสถานการณ์ที่จะต้องรีบทำการรักษาด้วย “การผ่าตัดอย่างเร่งด่วน”

กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดัน โลหิตสูงและคนที่มีประวัติสูบบุหรี่ มีโอกาสป่วยเป็น “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง” จากหลอดเลือดขนาดปกติจะมีแรงดันกระทำกับผนังของหลอดเลือดมากขึ้น เมื่อขนาดของหลอดเลือดใหญ่ขึ้นเหมือนลูกโป่งที่เป่าไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะแตก!!

และเมื่อแตกก็แทบไม่มีโอกาสรอดชีวิต กรณีหลอดเลือดแดงใหญ่แตกในช่องอกอัตราตายสูงถึง 95% หากแตกในช่องท้องลดลงมาเหลือ 90 % นั่นหมายความว่า 100 คน ที่หลอดเลือดแดงใหญ่แตกจะตายทันทีในที่เกิดเหตุ 90 คน เหลือรอดมาโรงพยาบาล 10 คน และใน10 คนที่รอดมาถึงโรงพยาบาล 5 เท่านั้นที่มีโอกาสรอดชีวิตกลับบ้าน

ทั้งนี้เนื่องจากการผ่าตัดมีความซับซ้อน ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อหลอดเลือดแดงใหญ่แตก เพราะพื้นฐานของคนไข้กลุ่มนี้ร่างกายไม่แข็งแรง การที่หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อักเสบแบบนี้หลอดเลือดไม่ได้เสียแค่จุดเดียว แต่มักเสียทั้งร่ายกาย ฉะนั้นอวัยวะอื่นๆ ของคนไข้จึงไม่ดีนัก เช่น โอกาสที่ตับ ไต ตับจะวายได้ และสมองก็จะขาดเลือดเพราะความดันต่ำ

การรักษาจึงต้องแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก วิธีแรก คือการผ่าตัดใหญ่แบบเปิด ถือเป็นการผ่าตัดที่เป็นมาตรฐาน โดยผ่าตัดผ่านทางช่องทรวงอก หรือช่องท้อง ขึ้นกับตำแหน่งพยาธิสภาพของหลอดเลือดแล้วใส่หลอดเลือดเทียมทดแทน จะต้องหนีบหลอดเลือดแดงใหญ่เหนือบริเวณที่โป่งพองและแตกออกให้ทัน เพื่อไม่ให้เลือดไหลมากจนความดันตกและช็อก

ในขณะเดียวกัน ศัลยแพทย์ก็ต้องผ่าตัดอย่างรวดเร็ว เพราะอวัยวะภายในขาดเลือดไปเลี้ยงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะ “การผ่าตัดหลอดเลือดแดงโป่งพองในช่องอก” มิเช่นนั้นจะเสี่ยงเกิดอัมพาตครึ่งท่อนล่าง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาหลังผ่าตัด ยิ่งระยะการโป่งพองหรือแตกยาวเท่าไร ต้องผ่าตัดซ่อมแซมหลายระดับเท่าไรโอกาสที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจะสูงยิ่งขึ้นเท่านั้น

วิธีการที่ 2 เป็นการผ่าตัดด้วยวิธีการใส่หลอดเลือดเทียมชนิดหุ้มด้วยขดลวด ผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบเพื่อสอดหลอดเลือดเทียมเข้าไปใส่แทนที่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองในช่องอกหรือช่องท้อง เป็นทางเลือกใหม่ เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดใหญ่

การผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ลดอัตราการเสี่ยง และการให้เลือด ผลในระยะสั้นและระยะกลางยังมีประสิทธิภาพดี แต่ต้องติดตามผลเนื่องจาก “ขดลวด” มีโอกาสเคลื่อนได้ จึงต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และฉีดสีอย่างน้อยปีละครั้ง

กลุ่มคนไข้ที่เหมาะกับการผ่าตัดแผลเล็กคือคนไข้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคปอด มีประวัติการผ่าตัดในช่องท้องหรือช่องอกมาก่อนหลายครั้ง หรือเป็นโรคหัวใจร่วมด้วย การผ่าตัดแบบการใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวดจะลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตหลังผ่าตัดได้ดีกว่าการผ่าตัดใหญ่แบบเปิด

ประโยชน์ของ “การผ่าตัดด้วยการใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวด” ไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม เพราะมีแผลเล็ก แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหลังผ่าตัด โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้สูงอายุที่มีโรคแทรกซ้อนมีโรคประจำตัวมาก มีโอกาสเกิดสภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น เสมหะค้างอยู่ในปอด ติดเชื้อ ปอดปวม ปอดอักเสบได้ง่าย เมื่อเทียบ “การผ่าตัดแผลเล็ก” จะเจ็บปวดน้อยกว่า ระยะเวลาในการฟื้นตัวเร็วสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนไข้ด้วย

อย่างไรก็ตามการผ่าตัดแต่ละวิธีจะขึ้นกับตำแหน่งพยาธิสภาพของโรค สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย เมื่อวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้สามารถทำการผ่าตัดได้ทันทีใน “ห้องผ่าตัดอัจฉริยะ” (Hybrid Operating Room) เป็นการรวมห้องสวนหัวใจ และห้องผ่าตัดหัวใจไว้ด้วยกัน พร้อมด้วยเตียงผ่าตัดแบบพิเศษ พร้อมด้วยระบบถ่ายภาพเอกซเรย์แบบ Flex move – Heart Navigator ที่สามารถถ่ายภาพหัวใจได้ทุกมุมอย่างละเอียด ช่วยให้แพทย์ทำการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ให้สารน้ำอย่างรวดเร็ว (Fluid Management System) มากกว่า 6 ลิตรต่อนาที ช่วยให้แพทย์สามารถให้สารน้ำทดแทนการเสียเลือดได้อย่างรวดเร็วทำให้รักษาความดันโลหิตขณะผ่าตัดได้คงที่ ลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้

แต่อย่างไรก็ตาม “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองแตก” มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีอาการบอกล่วงหน้า จะมีอาการต่อเมื่อมีการแตกแล้วเท่านั้น ส่วนใหญ่จะมีอาการแน่นหน้าอกและร้าวไปที่ด้านหลัง บางรายจะร้าวลงไปในช่องท้อง ขณะที่บางรายจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง หน้ามืด และหมดสติได้ ถ้าเป็นการแตกของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องทรวงอกทางด้านหน้า ควรได้รับการผ่าตัดรักษาภายใน 2 ชม.มิฉะนั้นผู้ป่วยจะเสียชีวิต!!

ดังนั้นการดูแล “สุขภาพหัวใจ” ให้แข็งแรงคือทางป้องกันที่ดีที่สุด โดยรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย แคลอรี่ต่ำ งดเว้นคาเฟอีน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ชีพจรเต้นช้าลง ทำให้แรงกระแทกภายในหลอดเลือดแดงใหญ่น้อยลง โอกาสเกิด “โรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง” หรือ “โรคหลอดเลือดแดงโป่งพองแตก” ก็น้อยลงเช่นกัน


Comments are closed.